Ethernet คืออะไร หลักในการทำงานเป็นมีอะไรบ้าง

ethernet

ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการรับข้อมูลที่รวดเร็วนั้นมาจากภายในและภายนอก ปัจจัยภายนอกเป็นสิ่งที่ไม่สามารถควบคุมได้ ไม่ว่าจะเป็นผู้ส่งข้อมูล สภาพอากาศ การขนส่ง ล้วนไม่สามารถควบคุมได้ แต่ปัจจัยภายในนั้นต่างออกไป เราสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการรับส่งข้อมูลภายในองค์กรได้อย่างรวดเร็ว เมื่อมีอุปกรณ์ที่มีคุณภาพ ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา

ethernet คือ เทคโนโลยีเครือข่ายที่นิยมใช้ในองค์กรต่าง ๆ มากมาย เพราะ Ethernet มีการส่งข้อมูลที่รวดเร็ว โดยการพัฒนาเริ่มต้นของ Ethernet มีความเร็วเริ่มต้นที่ 10 Mb ต่อ วินาที จนในปัจจุบันได้ถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จนตอนนี้สามารถส่งได้ถึง 100 Gb ซึ่งเป็นการยากมากที่จะหาเทคโนโลยีใหม่มาทดแทน

Ethernet ติดตั้งระบบอีเทอร์เน็ต

หน้าที่ของ Ethernet

หลังจากเราทราบว่า ethernet คืออะไร กันแล้ว เราจะมาดูหน้าที่ของ Ethernet กันต่อเลย

ระบบการส่งแบบ Ethernet นั้นเป็นระบบการส่งที่เรียกว่า CSMA/CD (Carrier Sense Multiple Access / Collision Detection) คือในการส่งข้อมูลในแต่ละครั้ง จะสามารถส่งได้เพียงทีละคนเท่านั้น ถ้ามีการส่งข้อมูลในเวลาเดียว เราจะเรียกว่า “Collision” ซึ่งอุปกรณ์ในเครือข่ายแต่ละตัวจะทำการตรวจสอบการเกิด Collision ทุกครั้ง ถ้าพบ จะทำการหยุดส่งข้อมูลไปชั่วเวลาหนึ่ง ก่อนจะเริ่มส่งข้อมูลใหม่อีกครั้งโดยการสุ่มทางสถิต ซึ่งจะเกิดการ Collision อีกครั้งน้อยลงมาก ๆ 

เพราะเหตุใดถึงต้องใช้ Ethernet

ในปัจจุบันโลกได้เข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์ การสื่อสารและการขนส่งถูกพัฒนาอย่างก้าวกระโดดอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นเราจึงต้องพัฒนาตามการเปลี่ยนแปลงให้ทัน แม้โลกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร สิ่งหนึ่งที่ไม่เปลี่ยนไปคือข้อมูล ทำไมข้อมูลจึงสำคัญ? ในอดีตที่มีการต่อสู้ หรือศึกสงคราม การใช้กำลังต่อสู้โดยไม่มีข้อมูล จะทำให้สูญเสียทั้งชีวิตและทรัพยากรมากมาย

นอกจากข้อมูลแล้วความรวดเร็วก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะบางข้อมูลเมื่อเวลาผ่านไปอาจไม่สามารถใช้การได้อีก การส่งข้อมูลที่มีประสิทธิภาพจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ ดังนั้น Ethernet ที่ได้รับการพัฒนาต่อยอดมาอย่างสม่ำเสมอ จากแต่เดิมที่มีการส่งข้อมูลเพียง 10Mbps ตอนนี้ได้พัฒนาจนสามารถส่งข้อมูลได้ถึง 100Gbps กันเลยทีเดียว และยังคงได้รับการพัฒนาต่อยอดไปเรื่อย ๆ จึงเป็นเทคโนโลยีที่น่าใช้เป็นอย่างมาก

ความแตกต่างของ Ethernet กับระบบ Network อื่นๆ อย่างไร

เครือข่าย หรือ Network ก็คือ การจับกลุ่มของคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์สื่อสารที่ถูกนำมาเชื่อมโยงกัน เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถรับส่งข้อมูลกันได้อย่างสะดวกสบาย และสั่งการทำงานอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกันอยู่ได้ ตัวอย่างเช่นเครือข่ายโทรศัพท์  ดาวเทียม วิทยุ และเครือข่ายคอมพิวเตอร์เป็นต้น โดยเครือข่ายคอมพิวเตอร์สามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภทหลัก ๆ คือ LAN MAN และ WAN

LAN (Local Area Network) คือระบบเครือข่ายแบบ Ethernet เป็นการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ในวงจำกัดในอาคารเดียวกัน บ้านเดียวกัน องค์กรเดียวกันเป็นต้น โดยจำเป็นที่จะต้องใช้สายส่งข้อมูลเดียวกันต่อเข้าหากันโดยตรง หรือส่งสัญญาณพ่อจุดรับสัญญาณเดียวกัน แต่ส่วนใหญ่นิยมใช้สายแลนในการเชื่อมต่อมากกว่า 

โดยความเร็วในการส่งข้อมูลได้ถูกพัฒนาต่อยอดมาเรื่อย ๆ จากเดิมที่ส่งได้ 1-100 Mbps ในปัจจุบันได้สามารถส่งได้ถึง 100 Gbps แต่ถึงกระนั้นก็ยังขึ้นอยู่กับตัวกลางในการส่ง นั้นคือสายแลนนั้นเอง โดยการเชื่อมโยงเครือข่ายแบบแลน มี 6 รูปแบบ คือ

1.โครงข่ายแบบ Bus

เป็นการเชื่อมต่อกันบนสายแลนเดียวกัน โดยสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้ง่าย เพราะใช้สายแลนเพียงเส้นเดียว แต่มีข้อจำกัดคือ ถ้ามีคอมพิวเตอร์เครื่องใดเสีย จะทำให้ไม่สามารถส่งข้อมูลไปจยังจุดที่ขาดเป็นต้นไปได้

2.โครงข่ายแบบ Star

เป็นการเชื่อมต่อแบบรวมศูนย์ โดยเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องจะต่อไปยัง Hub หรือ Switch ซึ่งเปรียบเป็นศูนย์กลางการรวมข้อมูล ซึ่งการเชื่อมโยงแบบนี้จะมีข้อดีคือเมื่อมีคอมพิวเตอร์เครื่องใดเครื่องหนึ่งชำรุด หรือสายแลนขาด ระบบเครือข่ายก็ยังทำงานต่อไปได้ แต่ถ้า Hub หรือ Switch พัง ระบบจะล่มทันที

3.โครงข่ายแบบ Ring

เป็นการเชื่อมต่อไปในทางเดียวกันเหมือนกับแบบ Bus ต่างกันที่แบบนี้จะวนเป็นวงกลม โดยการส่งข้อมูลจะส่งผ่านคอมพิวเตอร์ไปทีละเครื่อง โดยจะส่งต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถึงเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ต้องการข้อมูล ข้อจำกัดของการเชื่อมต่อแบบนี้คือ เมื่อมีคอมพิวเตอร์เครื่องใดเสีย จะไม่สามารถส่งข้อมูลผ่านไปถึงเครื่องปลายทางได้

4.โครงข่ายแบบ Mesh

เป็นการเชื่อมต่อระหว่างคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องเข้าด้วยกันโดยตรงโดยเครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องต้องมีช่องสัญญาณจำนวนมาก เพื่อเชื่อมต่อกันได้อย่างทั่วถึง เครือข่ายนี้จะสามารถรับส่งข้อมูลระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ได้อย่างอิสระ ไม่ต้องผ่านศูนย์กลาง หรือตัวแปลงสัญญาณต่าง ๆ แต่แลกมาด้วยค่าใช้จ่ายค่าสายเคเบิ้ลที่สูงตามไปด้วย

5.โครงข่ายแบบ Tree

เป็นการเชื่อมต่อแบบแยกออกไปเป็นกลุ่มย่อยเหมือนกับต้นไม้ การเชื่อมต่อนี้จะเหมาะกับองค์กรหรือบริษัทต่าง ๆ เพราะแยกการเชื่อมต่อเป็นกลุ่ม โดยแต่ละกลุ่มจะมีโหนดแม่และลูก โดยโหนดลูกคือเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกันเพียงวงเล็ก ๆ นั้น ส่วนโหนดแม่คือคอมที่คอยเก็บข้อมูลจากเครื่องคอมพิวเตอร์ในวงเล็กนั้น ให้กับกลุ่มหลักโดยผ่านตัวกลางอีกชั้นหนึ่ง เพื่อไปรวมกันที่ทางเชื่อมข้อมูลเดียวกัน

6.โครงข่ายแบบ Hybrid

เป็นการเชื่อมต่อแบบผสมเครือข่ายย่อย ๆ จากที่กล่าวมาข้างต้นมารวมกัน ไมว่าจะเป็นโครงข่ายแบบ Bus โครงข่ายแบบ Ring และ โครงข่ายแบบ Star มาเชื่อมต่อกัน โดยส่วนมากการเชื่อมโครงข่ายแบบ Hybrid นี้จะเกิดจากการที่มีการวางระบบโครงข่ายแบบเดมไว้อยู่แล้ว ก่อนที่จะวางระบบใหม่เข้ามาเพิ่ม การแก้ของเดิมจะยิ่งเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเข้าไปอีก ในเมื่ออุปกรณ์ชุดเดิมยังใช้ได้ เราจึงแค่ประยุกต์รวมมันเข้าด้วยกัน

MAN (Metropolitan Area Network) คือ เครือข่ายระดับเมือง เป็นการเชื่อมโยงในเขตเมืองเดียวกันหรือเมืองใกล้เคียงที่มีระยะทางไม่เกิน 40 กิโลเมตร โดยระบบเครือข่าย MAN เป็นการรวมกลุ่มของเครือข่าย LAN ต่าง ๆ มาเชื่อมโยงกัน ซึ่งอาจเป็นเครือข่ายแบบเดียวกัน เช่น เครือข่ายเคเบิลทีวี เป็นต้น

WAN (Wide Area Networks) คือ เครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่ใช้เชื่อมต่อทางไกลหลาย ๆ กิโลเมตร สามารถเชื่อมต่อระหว่างเมือง ระหว่างประเทศ ดังนั้นความเร็วในการรับส่งข้อมูลจึงมีไม่สูงมาก เนื่องจากระยะทางที่ไกล

Ethernet ระบบเครือข่าย WAN

สรุป

Ethernet คือเทคโนโลยีเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก ที่ใช้ส่งข้อมูลภายในองค์กรนั้น ๆ ด้วยขนาดที่เล็กนี้เอง อีเทอร์ เน็ตจึงสามารถรับส่งข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว จึงได้รับความนิยมจากทุก ๆ องค์กร แม้ Ethernet จะมีอายุมากกว่า 30 ปี แต่ด้วยการวิจัยและพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ยังไม่มีระบบเครือข่ายใดมาแทนที่ได้